ตุรกี ดินแดนสองฝั่งทวีป 10  วัน
สถานที่ท่องเที่ยว
“คอนสแตนติโนเปิล” หรือ “อิสตันบูล”นอกจากที่ว่ามาแล้ว  ยังมีสิ่งละอันพันละน้อยอีกมากที่เหนือความคาดหมายรอให้คุณไปค้นพบ   รวมทั้งการช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง  และ ชิมอาหารอร่อยๆ    

กดลิงค์นี้
>>>แอดไลน์ @merrylandtravel<<<

กดลิงค์นี้
>>>DOWNLOAD โปรแกรมทัวร์<<<

โทรกด  022498217

กำหนดวันเดินทาง
16 – 25 มีนาคม 2561  ราคา 74,500 บาท  
โปรแกรมเดินทาง
keyboard_arrow_right
วันที่ 1 :: กรุงเทพฯ

21.00 น.

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ ROW U รหัส TK (ใช้ประตูทางเข้าอาคารหมายเลข 10)

23.45 น.

ออกเดินทางโดยเที่ยวบินที่ TK 069 มุ่งตรงสู่ อิสตันบูล หรือ กรุงคอนสแตนติโนเปิล มหานครสองฝั่งทวีป (เอเซีย-ยุโรป) เมืองที่มีความงดงามในประวัติศาสตร์โลกมานานหลายศตวรรษ นับแต่ยุคสมัยของกรีกและโรมัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยของอาณาจักรโรมันนั้น “อิสตันบูล” เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันทางภาคพื้นตะวันออกในนามของ “กรุงคอนสแตนติโนเปิล” มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์  “เส้นทางสายไหม”  ซึ่งเชื่อมโลกตะวันออกคือประเทศจีนจากนครฉางอานและสิ้นสุดที่นี่  ก่อนหน้าที่จะถูกครอบครองโดยชาวโรมันนั้น  อิสตันบูลก็คือ  เมืองไบแซนติอุม (BYZANTIUM) ของกรีก  มีอายุอยู่ในระหว่าง 657 ปีก่อนคริสตกาลจนถึงปี ค.ศ.330 จึงเสียแก่อาณาจักรโรมัน  คอนสแตนติโนเปิลคงความเป็นเมืองคริสต์อยู่ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.1453   ก็ถูกจักรพรรดิออตโตมัน (เมหะเมทที่ 2) บดขยี้ทำลายลง  และเปลี่ยนชื่อ “คอนสแตนติโนเปิล”  มาเป็น  “อิสตันบูล” (ISTANBUL) มีผู้กล่าวกันว่าความแตกดับของ คอนสแตนติโนเปิล  เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวคริสต์ต่ออิสลามที่มิเคยลืมเลือนไปจากความทรงจำของชาวโลก 

keyboard_arrow_right
วันที่ 2 :: กรุงเทพฯ-อิสตันบูล-อิสเมียร์-คูชาดาซึ

05.30 น.

ถึงอิสตันบูล นำท่านผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง 

08.00 น.

ออกเดินทางโดยเที่ยวบินที่ TK 2312 สู่ เมืองอิสเมียร์ (IZMIR)  เมืองตากอากาศริมทะเล
เอเจียน ซึ่งในสมัยโบราณกองทัพกรีกอันยิ่งยงของอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยขึ้นฝั่งที่นี่ นอกจากนี้ทะเลเอเจียนยังเป็นสมรภูมิรบครั้งสุดท้ายระหว่างมาร์ค แอนโทนี่ ชู้รักของพระนางคลีโอพัตรากับออตตาเวียน ก่อนที่ มาร์ค แอนโทนี จะจบชีวิตตัวเองลงพร้อมตำนานรักอันลือชื่อกับพระนางคลีโอพัตรา 

09.10 น.

ถึงเมืองอิสเมียร์ เดินทางต่อโดยรถโค้ชสู่ เมืองคูชาดาซึ

12.00 น.

รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร ณ เมืองคูชาดาซึ

บ่าย

นำชม เมืองเอฟพิซัส (CITY OF EPHESUS) เมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้อย่างดีที่สุดเมืองหนึ่ง  อีพิซุสเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวโยนก (IONIA) จากกรีก  ซึ่งอพยพเข้ามาปักหลักสร้างเมืองขึ้นที่นี่เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล  ต่อมาถูกรุกรานเข้ายึดครองโดยพวกเปอร์เซียและอเล็กซานเดอร์มหาราช  ในเวลาต่อมาเมื่อโรมันเข้าครอบครองก็ได้สถาปนา “เอฟฟิซัส” ขึ้นเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน  เราจะนำท่านเดินบนถนนหินอ่อนผ่านใจกลางเมืองเก่า  ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยซากสิ่งก่อสร้างในยุค 2,000 ปีที่แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นโรงละครกลางแจ้ง  ที่สามารถจุคนดูกว่า 30,000 คน  ซึ่งยังคงใช้งานจนกระทั่งทุกวันนี้  “คอนเสิร์ตของฮูลิโอ อิงเกลเซียส” ก็เคยมาจัดที่นี่แล้ว  ห้องอาบน้ำโรมันโบราณที่ยังคงเหลือร่องรอยของห้องอบไอน้ำให้เห็นอยู่  บ้านเศรษฐีสมัยก่อนที่ใช้กระเบื้องหลากสีปูพื้นอย่างสวยงาม  ห้องสมุดโบราณที่มีวิธีการเก็บรักษาหนังสือไว้ได้อย่างดี  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นศิลปะแบบเฮเลนนิสติค  อ่อนหวานและประณีตในฝีมือยิ่งนัก  หลังจากนั้นชม บ้านของพระแม่มารี  ซึ่งเชื่อกันว่า  พระแม่มารีเคยพำนักอยู่ที่นี่ กับเซนต์ จอห์น หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์    พิพิธภัณฑ์ (THE MUSEUM) ซึ่งได้รวบรวมเอาศิลปะและประติมากรรมของยุคกรีกและโรมันที่สวยงามควรค่าแก่การชมมารักษาเอาไว้  จากนั้นนำท่านชิมขนมขบเคี้ยวที่เป็นของพื้นเมือง  และชิมชาแอปเปิ้ลที่มีชื่อเสียงของตุรกี  จากนั้นเข้าที่พักโรงแรม LE BLEU  หรือระดับเดียวกัน 

19.00 น.

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม

keyboard_arrow_right
วันที่ 3 :: คูชาดาซึ - ปามุคคาเล่

07.00 น.

รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรม

เช้า

เดินทางสู่ เมืองปามุคคาเล่ (PAMUKKALE) เมืองที่มีน้ำพุเกลือแร่ร้อนไหลทะลุขึ้นมาจากใต้ดินแล้วผ่านซากปรักหักพังของเมืองเก่าแก่สมัยกรีก  ก่อนที่จะไหลลงไปสู่หน้าผา  ผลจากการไหลของน้ำพุเกลือแร่ร้อนแห่งนี้  ได้ก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆ หลายชั้น และเนื่องจากเป็นการแข็งตัวของแคลเซียมนี่เอง  ทำให้เกิดเป็นแก่งหินสีขาวราวหิมะขวางทางน้ำเป็นทางยาวงดงามมาก  คุณจะนึกไม่ถึงว่าจะมีธรรมชาติที่สวยงามขนาดนี้ เป็นเมืองแห่งการอาบน้ำแร่ตั้งแต่ยุคโรมัน  หรือก่อนหน้านั้น แวะชมแฟนชั่นโชว์ เครื่องแต่งกายที่ทำด้วยเครื่องหนังคุณภาพดี เทียบเท่าเครื่องหนัง แบรนด์ เนมของยุโรป  ที่โรงงานเครื่องหนังแห่งนี้ผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรป  ท่านสมาชิกจะมีโอกาสซื้อชุดเครื่องหนังที่ท่านชอบได้ในราคาที่ถูกกว่าซื้อในยุโรปอย่างมาก   

12.30 น.

รับประทานอาหารกลางวัน 

บ่าย

เดินทางต่อไปยังปามุคคาเล  ระหว่างทางแวะชิมน้ำทับทิมคั้นสดๆ   
ถึงปามุคคาเล่นำเข้าที่พักโรงแรม DOGA THERMAL หรือระดับเดียวกัน เชิญทุกท่านสนุกสนานกับการแช่น้ำแร่ธรรมชาติเพื่อสุขภาพที่ดีของผิวพรรณ 

19.00 น.

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม

keyboard_arrow_right
วันที่ 4 :: ปามุคคาเล่-อิสเมียร์

07.00 น.

รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรม

08.00 น.

นำท่านชม เฮียราโปลิส (HIERAPOLIS) แหล่งโบราณสถานที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง  ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ซึ่งถ้าจะดูให้หมดจริง ๆ แล้ว  ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งวันเต็ม ๆ แรกเริ่มเฮียราโปลิส (HIERAPOLIS) สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่บำบัดรักษาโรคในปี 190 ก่อนคริสตกาล  โดย “อูเมเนสที่ 2” (EUMENES II) กษัตริย์แห่งเพอร์กามัน (PERGAMUN) ในยุคของกษัตริย์อูเมเนสนั้น  เมื่อเฮียราโปลิสเจริญรุ่งเรืองมาก  ภายใต้การปกครองของอาณาจักรไบแซนไทน์  เป็นชุมชนใหญ่ของชาวยิว  แต่ถูกรังควานโดยภัยธรรมชาติหลายครั้ง  จนในที่สุด ปี ค.ศ.1334 (หรือประมาณ 656 ปีที่แล้ว) เกิดภัยแผ่นดินไหวอีกครั้ง  ทำให้ผู้คนพากันอพยพออกจากพื้นที่นี้ไปจนหมดสิ้นเหลือแต่เพียงซากปรักหักพังให้เราเห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้  

12.30 น.

รับประทานอาหารกลางวัน

บ่าย

เดินทางสู่ เมืองอิสเมียร์  นำชมตลาดเมืองอิสเมียร  ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาตั้งแต่ยุคโรมัน  นำท่านเดินชมตลาดเมืองอีสเมียร  และ ช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองที่น่าสนใจ จากนั้นนำเข้าที่พักโรงแรม SWISS HOTEL หรือระดับเดียวกัน ในอิสเมียร์ จากนั้นพักผ่อนตามอัธยาศัย 

19.00 น.

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม 

keyboard_arrow_right
วันที่ 5 :: อีสเมียร์ - ชานัคคาเล่

07.00 น.

รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรม

08.00 น.

เดินทางเลียบชายฝั่งทะเลเอเจียน  สู่ เมืองชานัคคาเล่ (CANAKKALE)  ซึ่งตั้งอยู่ริมช่องแคบ ดาร์ดาแนลส์ (DARDANELLES)  อันเป็นช่องแคบอีกช่องแคบหนึ่งของตุรกี  ถัดจากช่องแคบบอสฟอรัส  ในอดีตเป็นสถานที่ที่เกิดประวัติศาสตร์ที่สำคัญของตุรกี  กองทัพอันเกรียงไกรของจักรวรรดิออตโตมันได้มาข้ามแพที่นี่เพื่อบุกไปยังยุโรป  และกองทัพของตุรกีก็เคยสยบกองทัพของอังกฤษที่นี่มาแล้วเรียกกันว่า “การยุทธที่แกลลิโปลี”  ระหว่างทางนำท่านชม เมืองโบราณเพอร์กามั่ม  (PERGAMUM)  อันเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขาลูกหนึ่ง  สภาพของบ้านเรือนทั่วไปสร้างด้วยหินอ่อน  ประกอบด้วยวิหารแห่งทราจัน  และวิหารแห่งเอเธน่า  พระราชวัง  และอ่างเก็บน้ำ  อโครโปลิสเจริญสูงสุดในยุคของ กษัตริย์ อูเมเนสที่ 2 (EUMENES II)  ประมาณ 197-159 ปีก่อนคริสตกาล  พระองค์ทรงสร้างความสัมพันธ์อันดียิ่งกับอาณาจักรโรมัน  ซึ่งยังผลให้อาณาเขตของอาณาจักรเพอร์กามั่มแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งชายฝั่งทะเลเอเจียน  และกินอาณาเขตเข้าไปในอนาโตเลียจนถึงเมืองคอนย่า (KONYA)  พระองค์ทรงสร้างวิหารแห่งเทพซุส (ZEUS)  โดยใช้วัสดุหินอ่อนสวยงามและยังคงเหลือเป็นมรดกตกทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ในสภาพที่สมบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ  ทว่าถูกนักโบราณคดีชาวเยอรมันขโมยไปตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เพอร์กามั่มที่นครเบอร์ลินตราบจนทุกวันนี้ 

12.30 น.

รับประทานอาหารกลางวัน 

บ่าย

ชม เมืองแอสเคลปเปียน (ASKLEPEION) เป็นเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพแอสคิวแลป (AESCULAP) ซึ่งสร้างขึ้นเป็นสถานบำบัดรักษาผู้ป่วยทางจิตของชาวกรีกและโรมันในสมัยโบราณ ประกอบด้วย วิหารแห่งเทพแอสคิวแลป บ่ออาบน้ำแร่ธรรมชาติบุด้วยหินอ่อนอุโมงค์ใต้ดินเชื่อมระหว่างบ่ออาบน้ำและห้องบำบัดโรค  และทางเดินหินอ่อนสองข้างประดับด้วยเสาแบบกรีกที่เชื่อมเมืองแอสคิวแลปเข้ากับเมืองอโครโปลิสสองข้างถนนจะเป็นร้านค้าประเภทบูติค หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยัง เมืองชานัคคาเล่  นำเข้าสู่ที่พัก โรงแรม PARION หรือระดับเดียวกัน 

19.00 น.

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม 

keyboard_arrow_right
วันที่ 6 :: ชานัคคาเล่-ทรอย-เบอร์ซ่า

07.00 น.

รับประทานอาหารเช้า 

เช้า

เดินทางสู่ เมืองทรอย (TROY) เมืองของชาวกรีกที่มีชื่อเสียงอย่างมากมาตั้งแต่อดีตกาลเมื่อกว่า 3,000 ปีมาแล้วที่เรารู้จักกันดีจากบทกวีของมหากวี “โฮเมอร์” (HOMER) เรื่อง  “อีเลียต” (ILIAD)  ที่บรรยายสงครามทรอยครั้งนี้(หรือเรียกกันว่า “สงครามโทรแจน”) ท่านที่เคยชมภาพยนตร์อาจจะนึกภาพม้าไม้ยักษ์ได้  ตำนานเล่าว่ากษัตริย์โทรแจนพระนามว่า เพรียม (KING PRIAM) แห่งทรอย  มีลูกชายคนหนึ่งนาม “ปารีส” (PARIS)  โหรทำนายว่าลูกชายคนนี้จะสร้างความยุ่งยากให้แก่เมืองทรอยจนต้องเสียบ้านเสียเมืองในที่สุด  กษัตริย์เพรียมก็เลยเอาลูกของตนเองไปให้ชาวบ้านในป่าที่เขาโอลิมปิคเป็นผู้เลี้ยงไว้  เมื่อเติบโตขึ้นปารีสก็กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม  อยู่มาวันหนึ่งเทพธิดา 3 องค์ ลูกสาวของเทพซุส ชื่อ เฮร่า (HERA)  เอเธนน่า (ATHENA) และอโพรไดท์ (APHRODITE) ซึ่งต่างแย่งชิงความเป็นคนสวยที่สุด  เพื่อจะได้รับรางวัลแอปเปิลจากเทพธิดาเอริส (ERIS) นางทั้งสามลงมาจากวิมานและตรงเข้ามาถามปารีสว่าใครงามที่สุด  เพื่อให้ปารีสเลือกตนเองเทพธิดาทั้งสามก็เสนอของตอบแทนให้ปารีสหากว่าเลือกตนเอง  เฮร่าสัญญาว่า “จะทำให้ปารีสเป็นจักรพรรดิแห่งยุโรปและเอเซีย”  เอเธนน่าสัญญาว่า “จะทำให้เขาพิชิตประเทศกรีกให้ได้” แต่ อโพรไดท์สัญญาว่า  “จะยกผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกให้เขา”  ปารีสเลือก อโพรไดท์  และผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกขณะนั้นคือ “เฮเลน” ซึ่งเป็นมเหสีของกษัตริย์ เมเนลอส (MENELAUS) แห่งสปาร์ต้า  ต่อมาปารีสเดินทางไปหาเมเนลอสและได้มีโอกาสใกล้ชิดกับเฮเลน  ในจังหวะที่เมเนลอสออกจากเมืองไป  ปารีสแอบพาเฮเลนหนีกลับทรอย  เมเนลอสโกรธยกทัพตามมาหวังขยี้ทรอยให้แหลก  แต่รบกัน 10 ปีก็ยังไม่แพ้ชนะ  จึงคิดอุบายว่าจะยกทัพกลับทางเรือและทิ้งของขวัญให้แก่ทรอยชิ้นหนึ่งคือ “ม้าไม้ขนาดยักษ์” ชาวทรอยหลงเชื่อลากเอาม้าไม้นั้นเข้าเมือง  ตกกลางคืนทหารของเมเนลอสก็ลงมาจากม้าไม้แล้วเปิดประตูเมือง  และฆ่าชาวทรอยเสียสิ้น  นั่นคืออวสานของทรอย  หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยัง เมืองเบอร์ซ่า (BURSA) เมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรออตโตมันบนอนาโตเลีย  ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่ฝั่งยุโรปและย้ายไปอยู่ที่ “อิสตันบูล” ในที่สุดเมืองเบอร์ซ่าเป็นเมืองที่ได้รับการยอมรับจากชาวตุรกีโดยทั่วไป  ว่าเป็นเมืองแห่ง “กาบัป” หรือ เนื้อย่างที่อร่อยที่สุดของตุรกี  ใครมาถึงที่นี่ก็จะต้องหาโอกาสไปชิมดูสักครั้ง  เพราะวิธีการปรุงของเขาแตกต่างไปจากกาบัปของเมืองอื่น ๆ  จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเบอร์ซ่า เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกเอาเนื้อแกะที่เลี้ยงมาโดยเฉพาะในพื้นที่แถบนี้เท่านั้น  ผ่านการย่างไฟพอดีและราดด้วยน้ำซอสที่ปรุงอย่างได้รส  ก็จะได้กาบัปรสเยี่ยม........อือม์ พูดแล้วน้ำลายไหล 

12.30 น.

รับประทานอาหารกลางวัน 

บ่าย

ชม สุเหร่าใหญ่ (THE ULU CAMI)  จากนั้นเชิญท่านเลือกซื้อของฝากราคาถูกจาก ตลาดพื้นเมือง (บาซาร์) ซึ่งเป็นแหล่งรวมของสินค้าราคาถูกมากมาย  อาทิ  ผ้าไหมลวดลายพื้นเมืองตุรกี  เพราะเบอร์ซ่าเคยตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมในอดีต  จึงมีความเชี่ยวชาญในเรื่องผ้าไหม  จากนั้นเชิญชิม ลูกเกาลัดเชื่อม ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ที่นี่จึงมีรสชาติอร่อยและราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้นนำเข้าสู่ที่พักโรงแรม KERVANSARAY THERMAL หรือระดับเดียวกัน

19.00 น.

รับประทานอาหารค่ำ

keyboard_arrow_right
วันที่ 7 :: เบอร์ซ่า-อิสตันบูล

07.00 น.

รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรม

08.00 น.

ออกเดินทางสู่ อิสตันบูล นำท่านข้ามสะพานบอสฟอรัส  (THE BOSPHORUS)  สู่ฝั่งทวีปยุโรป 

12.30 น.

รับประทานอาหารกลางวัน

บ่าย

นำชม สุเหร่าสีน้ำเงิน (THE BLUE  MOSQUE)  ซึ่งชื่อนั้นมีที่มาจากกระเบื้องสีน้ำเงิน  ที่ใช้ปูตลอดแนวฝาผนังด้านในสุเหร่าแห่งนี้  สร้างขึ้นบนพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นวังของจักรพรรดิไบแซนไทน์  โดยสุลต่านอาหเม็ตที่ 1 (ค.ศ.1603-1617) ในปี ค.ศ.1609  ใช้เวลาสร้าง 7 ปีเต็ม เพื่อประชันขันแข่งกับ “แซนตา โซเฟีย”  อย่างไรก็ตามสุเหร่าสีน้ำเงิน  ก็ได้รับการยกย่องแต่เพียงว่าความงดงามภายนอกเท่านั้นที่เหนือกว่า แซนตา โซเฟีย  แต่การตกแต่งภายในยังเป็นรองแซนตา โซเฟีย  อย่างไรก็ตามสุเหร่าสีน้ำเงินก็ถือได้ว่าเป็นสุเหร่าแห่งเดียวในประเทศตุรกีที่มียอดแหลมถึง 6 ยอด (หอ)  จากนั้นชม แซนตา โซเฟีย (SANCTA SOPHIA)  โบสถ์ที่สร้างขึ้นโดย จักรพรรดิ “จัสติเนี่ยน” (JUSTINIAN ค.ศ.527-565) เพื่อแสดงความอัจฉริยะของพระผู้เป็นเจ้า และแสดงพลานุภาพอันเกรียงไกรของจักรพรรดิโรมัน  นับแต่ปี ค.ศ.548 ซึ่งเป็นปีที่โบสถ์นี้สร้างเสร็จเป็นต้นมา “แซนตา โซเฟีย”  ก็ยืนยงอยู่คู่ฟ้าเป็นโบสถ์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวคริสต์  จวบจนวาระสุดท้ายของคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.1453  และถูกสถาปนาเป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดของโลกอิสลาม  มีชื่อเรียกว่า “อายา ซอฟยา” (AYA SOFYA)  จนกระทั่งปี ค.ศ.1935  คาเมล อัตตาเติร์ก บิดา ของชาวเติร์ก  ก็ประกาศเปลี่ยนให้ “อายา ซอฟยา” เป็นพิพิธภัณฑ์  เพื่อตัดปัญหาอันจะเกิดขึ้นจากความต้องการแย่งชิงโบสถ์แห่งนี้กลับมาเป็นของตนเองระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิม  ชม อ่างเก็บน้ำใต้ดินเยเรบาตัน (YEREBATAN CISTERN) หรือบางครั้งเรียกว่า วังใต้ดิน (UNDERGROUND PALACE  เป็นอ่างเก็บน้ำใต้ดินซึ่งใหญ่ที่สุดในอิสตันบูล และสร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 ในรัชสมัยของจักรพรรดิจัสติ  ภายในประกอบด้วยเสา 336 ต้น  ลักษณะเด่นของอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ได้แก่ เสาแต่ละต้นล้วนมีความแตกต่างกันออกไป  เพราะนำชิ้นส่วนต่างๆ ของเสามาจากที่ต่างๆ ตามแต่จะหาได้  จากนั้น  นำท่านช้อปปิ้งย่านการค้าที่สำคัญของตุรกี ที่เรียกว่า TAKSIM SQUARE  

19.00 น.

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร จากนั้นเข้าสู่ที่พักโรงแรม  RITZ CARLTON  หรือระดับเดียวกัน

keyboard_arrow_right
วันที่ 8 :: อิสตัลบูล

07.00 น.

รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรม 

09.00 น.

ชม พระราชวังทอปกาปึ (TOPKAPI PALACE) อันเป็นพระราชวังที่ประทับของสุลต่านมานานกว่า 3 ศตวรรษ  สร้างโดย “จักรพรรดิเมห์เม็ทผู้พิชิต” (MEHMET THE CONQUEROR) หลังจากที่ยึดครองคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.1453 ได้ไม่นานนัก  และทรงประทับอยู่ที่นี่จนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ.1481  สุลต่านองค์ต่อ ๆ มา  ก็ได้ถือธรรมเนียมประทับที่นี่กันตลอดมาจนถึงศตวรรษที่ 19  เมื่อจักรพรรดิมาห์มุทที่ 2 (ค.ศ.1808-1839)  สิ้นพระชนม์ลง  นับเป็นสุลต่านองค์สุดท้ายที่ทรงประทับอยู่ที่นี่  เพราะหลังจากนั้นสุลต่านทุกองค์ก็นิยมที่จะประทับอยู่ที่พระราชวังสไตล์ยุโรปที่โดลมาบาชเช่ ด้วยกันทั้งสิ้น  ในอดีตพระราชวังทอปกาปึเคยเป็นสถานฝึกขุนนางทหารรับใช้ของสุลต่านชาวตุรกี  ซึ่งคัดเลือกเด็ก ๆ คริสเตียน (พวกนอกศาสนา) มาสอนให้เป็นเติร์กและนับถือศาสนาอิสลาม  ต่อมาเมื่อขุนทหารเหล่านี้ออกมารับราชการเป็นใหญ่เป็นโตในวัง  ก็กลายเป็นหอกข้างแคร่  และในบางยุคก็ร่วมก่อการปฏิวัติรัฐประหารเลยด้วยซ้ำ  ในที่สุดสุลต่าน “มาห์มุทที่ 3” ก็ตัดสินใจยุบระบบขุนนางทหารรับใช้ซึ่งยืนยงมากว่า 350 ปีนี้ลง  และปฏิรูประบบการจัดการทหารในประเทศเสียใหม่ โดยการนำการจัดทัพแบบยุโรปมาใช้  จากนั้นนำชม ฮิปโปโดรม   ซึ่งอดีตเคยเป็นศูนย์กลางชีวิตของชาว “ไบแซนติอุม” มากกว่า 1,000 ปี  และของจักรวรรดิออตโตมันกว่า 400 ปี  โดยในยุค “ไบแซนไทน์” นั้นฮิปโปโดรมคือสถานที่แข่งกีฬารถม้าศึกของชาวกรีกอย่างที่เราเห็นในหนังเรื่องเบนเฮอร์รถม้าที่ลงแข่งนั้นส่งโดย “พรรคการเมืองสีเขียว” และ “พรรคการเมืองสีน้ำเงิน” กล่าวกันว่าผลแพ้ชนะของการแข่งขันอาจหมายถึงการสูญเสียอำนาจของจักรพรรดิ  ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องอันเกิดจากความวุ่นวายของผลการแข่งขัน  ต่อมาในสมัย “ออตโตมัน” จักรพรรดิต้องคอยจับตามอง “ฮิปโปโดรม อย่างใกล้ชิด  หากมีเภทภัยอะไรเกิดขึ้นประชาชนจะเริ่มก่อความเคลื่อนไหวและรวมตัวกัน ณ สถานที่แห่งนี้  อันหมายถึงสัญญาณอันตรายที่จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในที่สุด  เพราะฮิปโปโดรมมีความสำคัญอย่างนี้นี่เอง  ทั้งกรีกและออตโตมันจึงตกแต่งประดับประดาสถานที่นี้ให้สวยงาม  แต่ถูกทหารครูเสดผู้ยึดครองคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.1204  ทำลายล้างและขนวัตถุโบราณมีค่าไปมาก  อาทิ รูปปั้นต่าง ๆ  เสาหินสี่เหลี่ยมทางทิศใต้ที่ทหารครูเสดเข้าใจผิดคิดว่าเป็นทองคำก็ถูกทำลาย  ที่สำคัญคือ รูปปั้นบรอนซ์ทีมม้าแข่งสี่ตัวที่มีชื่อเสียง  ก็ถูกขนไปจากฮิปโปโดรม  และตั้งไว้ ณ ประตูโบสถ์เซนต์ มาร์ค ในกรุงเวนิชตราบจนทุกวันนี้  

12.30 น.

รับประทานอาหารกลางวัน 

บ่าย

นำชม พระราชวังโดลมาบาชเช่ (DOLMABAHCE PALACE) อันเป็นพระราชวังที่ สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญอย่างสูงสุด  ทางวัฒนธรรมและทางวัตถุของจักรพรรดิออตโตมันซึ่งแผ่ขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง  มีศักยภาพทางทหารทั้งทัพบกและทัพเรือ  เป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่วทุกทวีป  ตั้งแต่ตอนเหนือของทวีปอัฟริกา  ตอนใต้ของอิตาลีและยุโรปตะวันออกจรดกรุงเวียนนา  พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมอจิท (ABDUL MECIT) ในปี ค.ศ.1843 ใช้เวลา 12 ปี เพราะความที่สุลต่านเมอจิททรงเป็นผู้คลั่งไคล้ยุโรปอย่างตกขอบ  ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรม  การดำรงชีวิต  ตลอดจนการทหาร  ล้วนคัดลอกมาจากตะวันตกทั้งสิ้น  รวมทั้งพระราชวังแห่งนี้  ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกคู่ใจชาวอาเมเนี่ยน (ARMENIAN) ชื่อ “บัลยัน” เป็นศิลปะผสมผสานของยุโรปและตะวันออกที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม  และไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองใด ๆ ทั้งสิ้น  ภายนอกประกอบด้วยสวนไม้ดอกที่รายล้อมอาคารพระราชวัง  ซึ่งอยู่เหนืออ่าวเล็กๆ ที่ช่องแคบบอสฟอรัส  ภายในประกอบด้วยห้องหับต่าง ๆ และ “ฮาเร็ม”  ตกแต่งด้วยโคมไฟระย้า  บันไดลูกกรงแก้วเจียรไน  และที่น่าตื่นตาก็คือ โคมไฟมหึมาหนัก 4 ตัน  อย่าเผลอไปตั้งเวลาตามนาฬิกาในพระราชวังเพราะนาฬิกาบางเรือนของที่นี่จะชี้เวลา 09:05 น.เป็นนิจนิรันดร์  เพื่อระลึกถึงเวลาของการจากไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ.1938  ของคาเมล  อันตาเติร์ก (KAMAL  ATATURK) วีรบุรุษของชาติผู้บดขยี้กองทัพอังกฤษ ณ การยุทธ์ที่กาลิโปลีในสงครามโลกครั้งที่ 1  จากนั้นเชิญท่านอิสระกับการช็อปปิ้งหาซื้อของฝากทางบ้านที่ย่านการค้าชื่อดัง แกรนด์บาซาร์ (GRAND  BAZAAR)  ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่ที่สร้างในกลางคริสตศตวรรษที่ 15  โดยสุลต่านเมห์เมตที่ 2  หลังจากที่พระองค์ยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้  โดยสร้างเป็นไม้ทั้งหลัง  ต่อมาถูกไฟไหม้จึงได้ซ่อมแซมและต่อเติมด้วยซีเมนต์ในปี ค.ศ.1894  

20.00 น.

รับประทานอาหารค่ำ พร้อมชม ระบำหน้าท้องขนานแท้ของตุรกี  จากนั้นเข้าสู่ที่พักโรงแรม  RITZ CARLTON  หรือระดับเดียวกัน 

keyboard_arrow_right
วันที่ 9 :: อิสตัลบูล-กรุงเทพฯ

07.00 น.

รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรม

09.00 น.

นำท่านเดินทางไปลงเรือชมช่องแคบบอสฟอรัส  ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ (THE BLACK SEA) เข้ากับทะเลมาร์มาร่า (SEA OF MARMARA)  ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 32 กิโลเมตร  ความกว้างตั้งแต่ 500 เมตร  จนถึง 3 กิโลเมตร  ถือว่าสุดขอบของทวีปยุโรปและสุดขอบของทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่  นอกจากความสวยงามแล้ว ช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย  เพราะมีป้อมปืนตั้งเรียง รายอยู่ตามช่องแคบเหล่านี้  ว่ากันว่าจนกระทั่งถึงยุคของการนำเอาเรือปืนใหญ่มาใช้ไม่เคยปรากฏว่าอิสตันบูลถูกถล่มจนเสียหายอย่างหนักมาก่อนเลย  ทั้งนี้เพราะป้อมปืนดังกล่าวนี้เอง  ปี ค.ศ.1973 มีการเปิดใช้สะพานบอสฟอรัส  จึงทำให้การเดินทางไประหว่างฝั่งเอเซียและยุโรปสะดวกมากขึ้น  ทิวทัศน์สองข้างทางไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโดลมาบาชเช่หรือบ้านเรือนของบรรดาเศรษฐีริมฝั่งทั้งสองด้าน  ล้วนสวยงามแบบยุโรปตระการตาน่าดูทั้งสิ้น  สุดทางนำท่านขึ้นฝั่ง 

12.30 น.

รับประทานอาหารกลางวัน 

บ่าย

เชิญท่านชมและเลือกซื้อของฝากทางบ้านที่ตลาดเครื่องเทศ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าตลาดอียิปต์ (EGYPTIAN MARKET)  

18.00 น.

รับประทานอาหารค่ำ แล้วนำท่านเดินทางสู่สนามบิน 

23.55 น.

ออกเดินทางโดยเที่ยวบินที่ TK 064 กลับสู่ประเทศไทย

keyboard_arrow_right
วันที่ 10 :: กรุงเทพ

13.00 น.

ถึงกรุงเทพฯ (สนามบินสุวรรณภูมิ) โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ 

อัตราค่าบริการ และเที่ยวบินการเดินทาง
อัตราค่าบริการ    
ผู้ใหญ่ท่านละ                                            74,500   บาท  (พักห้องละ 2 ท่าน)
พักเดี่ยวเพิ่มท่านละ                                    11,000   บาท
เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ท่านละ                      64,500    บาท (พักรวมกับผู้ปกครอง 2 ท่าน)
 
อัตรานี้รวม         
ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-อิสตันบูล-อิสเมียร์ / อิสตันบูล-กรุงเทพฯ  โดยสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์  ชั้นธรรมดา
ค่าที่พักโรงแรมต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในรายการจำนวน 7 คืน
ค่าอาหารอย่างดีทุกมื้อตามที่ระบุไว้ในรายการ
ค่ารถโค้ชปรับอากาศนำเที่ยวตลอดการเดินทาง
ค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าประเทศตุรกี
ค่าภาษีสนามบินทั้งในและนอกประเทศ
ค่าประกันอุบัติเหตุในวงเงินท่านละ 2,000,000 บาท 
ค่ามัคคุเทศก์นำชมตลอดรายการ
ค่าทิปทุกอย่างตลอดการเดินทาง
 
อัตรานี้ไม่รวม     
ค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกเหนือจากที่ระบุ
ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีดเสื้อผ้า
ค่าน้ำหนักกระเป๋าเกินจากที่สายการบินกำหนดท่านละ 20 กิโลกรัม  
ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % 

เงื่อนไข
หมายเหตุ

   Add Line สอบถาม :   
  https://goo.gl/K5j8KP  

สอบถามโทร 022498217

จองทริปนี้

กรุณากรอกข้อมูลด้านล่างให้ครบถ้วนเพื่อความรวดเร็วในการติดต่อกลับไปหาท่าน

ติดต่อเรา
MERRYLAND TRAVEL SERVICE CO., LTD.
1270-1272 ถ.พระราม4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร. 02-2498217
แฟกซ์ 02-2401285-6, 02-2402287
อีเมลล์ merrylandtravel.th@gmail.com
ใบอนุญาตเลขที่ 11/00183

 


certified member of
Copyright 2015 © Marrytravel. All rights reserved by siam-webdesign